หลังจากเชื้อไวรัสตั้งต้น (Seed Virus) จากรัสเซียเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม สื่อมวลชนก็เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 เข็มแรกจากฝีมือคนไทยจะผลิตเสร็จเมื่อไร และจะนำมาฉีดให้ประชาชนได้ทันท่วงที ก่อนที่ไวรัสมฤตยูตัวนี้จะแพร่ระบาดไปทุกหมู่บ้านหรือไม่
ขณะนี้ "เชื้อไวรัสตั้งต้น" ได้รับการดูแลอย่างดีในกล่องเก็บอุณภูมิเย็นจัดถึง -20 องศาเซลเซียส ภายในห้องปลอดเชื้อของโรงงานต้นแบบผลิต
วัคซีน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม สาเหตุที่ต้องเก็บเข้าตู้แช่แข็งไว้ก่อนก็เพราะต้องรอให้ "ไข่ไก่ฟักปลอดเชื้อเฉพาะ" ที่สั่งซื้อจากเยอรมนี 350 ฟองค่อยๆ ฟักตัวจนได้ที่ก่อน น่าจะใช้เวลา 7-10 วัน จากนั้นจึงจะถึงขั้นตอนการเพาะขยายเชื้อไวรัสให้เป็น
วัคซีนอย่างสมบูรณ์แบบ
ศ.ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา ที่ปรึกษางานวิจัย
วัคซีนไข้หวัดข้ามสายพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า ในโลกนี้แบ่ง
วัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ ชนิดที่ผลิตจาก "ไวรัสเชื้อเป็น" และ "ไวรัสเชื้อตาย" หรือที่ทางวิชาการแพทย์เรียกว่า
วัคซีนเชื้อตาย (Inactivated vaccine) ใช้วิธีพ่นผ่านจมูกเข้าไปยังระบบทางเดินหายใจ กับ
วัคซีนเชื้อเป็น (Live attenuate vaccine) ใช้วิธีฉีดเหมือน
วัคซีนทั่วไป
สำหรับเชื้อที่ได้มาจากรัสเซียเป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอช1 เอ็น1 ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือ "ไวรัสเชื้อเป็น" โดยนักวิทยาศาสตร์จากรัสเซียได้ใช้วิธีโคลด์อแดป (cold-adapted) หรือทำให้ไวรัสอยู่ได้ในอุณหภูมิต่ำกว่า -10 องศาเซลเซียส ซึ่งวิธีการทำนี้เป็นองค์ความรู้เฉพาะและเป็นลิขสิทธิ์ของแต่ละองค์กร มีเพียงไม่กี่ประเทศที่สามารถทำได้ เชื้อไวรัสที่ผ่านขบวนการโคลด์อแดปมาแล้ว ต้องนำมาเพิ่มเชื้อในไข่ไก่ฟักปลอดเชื้อ แล้วทดลองจนปลอดภัย ก่อนจะนำมาทำเป็น
วัคซีนให้คนทั่วไป
เมื่อ
วัคซีนไข้หวัดใหญ่เชื้อเป็นถูกพ่นเข้าไปในมนุษย์ เชื้อไวรัสเจอกับอุณหภูมิร่างกายจะเจริญเติบโตได้ในระดับหนึ่ง แต่เชื้อไวรัสจะอ่อนมากจนไม่สามารถทำให้ร่างกายเป็นโรค ทำได้เพียงกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา
ส่วน
วัคซีนเชื้อตายจะนำเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 มาผ่านกระบวนการทำให้ส่วนประกอบไวรัสแยกตัว จนไม่เหลืออันตราย และไม่สามารถแบ่งตัวหรือเพิ่มจำนวนได้ในร่างกายมนุษย์ แต่ต้นทุนสูงกว่ามาก เพราะต้องใช้ไข่ไก่ปลอดเชื้อจำนวนมากในการผลิต
"ข้อดีของไวรัสเชื้อเป็นคือหากมีเชื้อไวรัสตั้งต้นเพียงนิดเดียว ใส่ในไข่ปลอดเชื้อ 1 ฟองอาจเพิ่มปริมาณได้มากเป็นสิบเท่า แต่ข้อเสียคือ
วัคซีนที่ใช้ไวรัสเชื้อเป็นไม่ค่อยนิยมแพร่หลาย ผลข้างเคียงก็อาจเกิดได้มากกว่า ส่วนข้อดีของ
วัคซีนเชื้อตายคือมีความปลอดภัยสูง เพราะเชื้อไวรัสตายแล้วไม่เพิ่มจำนวนให้เกิดอันตราย และใช้วิธีฉีดที่คุ้นเคย ส่วนข้อเสียคือต้องใช้ไข่ปลอดเชื้อจำนวนมาก
วัคซีน 1 โดสอาจต้องใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง และการผลิตก็ทำได้ช้ากว่า
วัคซีนเชื้อเป็น" ศ.ดร.วันเพ็ญ กล่าว
ด้าน ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยด้านไวรัสวิทยาและ
วัคซีน ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ผลิตไวรัสต้นแบบสำหรับพัฒนาเป็น
วัคซีนเชื้อตาย ที่ได้เชื้อไวรัสตั้งต้นมาจากผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 คนแรกของไทย
"ตอนนี้พัฒนา
วัคซีนเบื้องต้นสำเร็จแล้ว อยู่ในขั้นตอนให้สัตวแพทย์ทดลองฉีดเข้าไปในตัวเฟอร์เร็ต สัตว์ทดลองที่อยู่ในตระกูลเดียวกับอีเห็น เพื่อสังเกตดูว่าไวรัสสามารถก่อให้เกิดอาการ เช่น มีไข้ตัวร้อน หรือน้ำมูกไหล ในตัวเฟอร์เร็ตหรือไม่ หากดูอาการ 7 วันแล้วยังเป็นปกติ ก็จะให้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 เข้าไปในเฟอร์เร็ตตัวเดียวกัน เพื่อดูว่า
วัคซีนทำงานได้ผลหรือไม่ หากได้ผลก็จะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทดลองในมนุษย์"
ช่วงนี้คงต้องลุ้นระทึกว่าเชื้อไวรัสหวัดใหญ่ 2009 ที่เป็นของคนไทย เมื่อนำมาผลิต
วัคซีนแล้วจะได้ผลอย่างไร หากการทดลองครั้งนี้ประสบความสำเร็จ จะกลายเป็นผลงานเยี่ยมยอดของนักวิจัยไทยอีกชิ้นหนึ่ง !?!
วัคซีนแบบเชื้อเป็นและเชื้อตาย ต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย แต่สิ่งที่ ดร.อนันต์แสดงความเป็นห่วงคือ
วัคซีนเชื้อเป็นที่ใช้วิธีพ่นผ่านจมูกเข้าร่างกาย ปัจจุบันมีเพียงสหรัฐอเมริกาและไม่กี่ประเทศในโลกที่นำไปใช้ ส่วนประเทศไทยยังไม่ได้ใช้ สาเหตุอาจมาจาก
1.กลัวว่าเชื้อไวรัสที่ยังมีชีวิตอยู่ อาจจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง กลับมาเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคได้
2.หาก
วัคซีนเชื้อเป็นถูกพ่นใส่เข้าไปในร่างกายประชาชนหลายสิบล้านคนในเวลาใกล้เคียงกัน อาจทำให้เชื้อไวรัสเอช1 เอ็น1 ในร่างกายมนุษย์กลายพันธุ์ไปผสมกับเชื้อไวรัสชนิดอื่น เช่น เอช3 เอ็น2 หรือ เอช5 เอ็น1 ที่มีอยู่ในธรรมชาติ จนกลายเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้
3.ผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เอดส์ หอบหืด หรือผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง อาจจะไม่สามารถใช้
วัคซีนแบบเชื้อเป็นได้ เพราะเกรงว่าจะไม่มีภูมิคุ้มกันไวรัสที่พ่นเข้าไปร่างกาย
ส่วนข้อดีนั้นนักวิจัย
วัคซีนยอมรับว่า ประสิทธิภาพของการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสจะดีกว่า เพราะเป็นเชื้อไวรัสจริงๆ เมื่อร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว ในอนาคตหากเจอเชื้อไวรัสตัวเดียวกันอีก ร่างกายจะจำได้และสร้างภูมิคุ้มกันต่างๆ มาต่อต้านทันที นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตได้รวดเร็วในราคาที่ประหยัด เหมาะสมกับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่แพร่ระบาดหนักไปทั่วโลก
ขณะที่ อดีต รมว.สาธารณสุข นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล ได้ส่งข้อมูลไปยังสื่อมวลชน แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเร่งผลิต
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ว่า เชื้อไวรัสร้ายที่กำลังคร่าชีวิตคนทั่วโลกขณะนี้ อาจกลายพันธุ์เป็นไวรัสชนิดร้ายแรงกว่าเดิม เหมือนที่เคยเกิดมาแล้วในอดีต เมื่อองค์ความรู้เรื่องเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังไม่ตกผลึก ก็ไม่ควรเร่งรีบผลิต
วัคซีนต้นแบบฉีดให้ประชาชนคนไทย ควรศึกษาวิจัยประสิทธิผลให้รอบคอบ
ทั้งนี้ เมื่อ 30 กว่าปีก่อนเคยมีบทเรียนจากอเมริกา ที่รีบร้อนผลิต
วัคซีนไข้หวัดหมู (Swine flu) เมื่อปี 2519 แล้วฉีดให้ชาวอเมริกันปรากฏว่ามี 33 รายเสียชีวิตจาก
วัคซีนที่ไม่มีคุณภาพ และอีก 500 รายเป็นอัมพาตจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Gullain-Barre) รัฐบาลอเมริกันถูกประชาชน 1,571 ราย เรียกร้องค่าเสียหายถึง 3.5 หมื่นล้านบาท
สรุปคือ "
วัคซีน" เป็นเพียงหนึ่งในระบบการป้องกันร่างกายติดเชื้อไวรัสร้าย ถือเป็นทางเลือกไม่ใช่ข้อบังคับ สำหรับผู้ที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีการแพทย์ ก็รออีกไม่เกินสิ้นปี 2552 คงได้ทดลองพ่นหรือฉีดเข้าร่างกาย ส่วนผู้ที่ยังไม่มั่นใจก็อดใจรออีกระยะหนึ่ง เชื่อว่าไม่เกิน 1 ปี รายละเอียดทุกแง่มุม ทั้งข้อดี ข้อเสีย หรือผลข้างเคียงจากผู้รับ
วัคซีนหวัดใหญ่ 2009 กลุ่มแรกๆ จะถูกรายงานผ่านสื่อมวลชนทั่วโลกอีกครั้ง
อ่านเพิ่มเติมที่
http://www.oknation.net/blog/bypunnee/category/H1N1